Han Sungpil

สิ่งใดคือแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณริเริ่มโครงการตกแต่งโครงสร้างหน้าอาคาร
เมื่อผมไตร่ตรองเส้นแบ่งระหว่างภาพถ่ายและภาพวาด ขณะยังศึกษาอยู่ในอังกฤษ ผมบังเอิญเดินเข้าไปภายในมหาวิหารเซนต์พอลที่กำลังซ่อมแซมอยู่ในขณะนั้น เมื่อผมตัดสินใจที่จะรับงานหน้าอาคารบริเวณตรงกลาง สิ่งเหล่านั้นช่วยอธิบายช่องว่างระหว่างความจริงกับจินตนาการ ยกตัวอย่างเช่น มี The ivy space จากปี 2009 ผู้คนจดจำ “ช่องว่าง” ของอาคารออฟฟิส จากภาพของ “อิฐ” หรือ “ไม้เลื้อย” อะไรคือสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม คือข้างในของอาคารออฟฟิส ซึ่งคือต้นกำเนิดของสถาปัตยกรรมเกาหลี นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงถ่ายภาพวาดและการตกแต่งภายในของหน้าอาคาร ฉันต้องการที่จะใช้โอกาสนี้เน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ตรงกึ่งกลางของหน้าอาคาร แต่เรื่องราวต่างหากที่ถ่ายทอดความน่าสนใจของศิลปิน



คุณกล่าวว่า “ภาพถ่ายเป็นกระบวนการของการตีความช่องว่าง” แต่ผ่านซึ่งมาตราฐาน และขั้นตอนที่ทำให้คุณมาถึงปลายทางของภาพถ่าย?
ในครั้งแรกนั้น มันกลายเป็นนิสัยของผมทีมักจะมีเครื่องหมายคำถามอยู่ในหัวของผมเสมอ เมื่อผมเดินทางและพูดคุยในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งผมถ่ายภาพอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ซึ่งควรจะอยู่บนเกาะลิเบอร์ตี้ในนิวยอร์ก แต่เรามักจะเห็นบนท้องถนนทั่วเอเซีย รวมถึงเกาหลี ฟิลิปปินส์ และมองโกเลีย เมื่อมองลงมาที่อนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพที่มองลงมายังโลกจากหลังคาของโรงแรม ผมสงสัยว่าทำไมบางอย่างเจ้าสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น มันเป็นสไตล์ของฉันที่จะแปลความของช่องว่าในวัฒนธรรมและบริบทของประวัติศาสตร์ ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์หรือปรัชญาด้วยมาตราฐานของฉัน



คุณสามารถที่จะละเมียดละไมกับขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้หรือไม่?
เราอาจกล่าวได้ว่า วัดบัลกัคซาเป็นสถาปัตยกรรมแบบอาณาจักรชิลลา แต่วัดบัลกัคซาถูกปฏิสังขรในสมัยราชวงศ์โชซอนในปี 1970 อนุสาวรีย์ ยี ซุน ชิน ก็ถูกปฏิสังขรด้วย ในปี 1947 ภายใต้การดูแลของกองทัพสหรัฐ แต่ภาพที่ปรากฏแตกต่างจากเดิมที่เราคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง ซึ่งภาพที่เกาหลีเหนือก็ต่างออกกันไปมากเช่นเดียวกัน คำถามและการสำรวจมากมายเกิดขึ้นแล้วถูกรวบรวมนำมาสร้างเป็นงานศิลปะในที่สุด

<The Ivy Space>, Chromogenic Print, 2009

คุณรู้สึกอย่างไร เมื่อบางผลงานของคุณถูกบันทึกลงในตำราเรียน?
การตั้งป้อมปราการนัมฮานของผม และผลงานชิ้นอื่นๆสามารถหาเจอได้จากตำราเรียน ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติสำหรับผมมากๆ อย่างไรก็ตาม ผมสงสัยว่าถ้าจำเป็นที่จะต้องแสดงงานของผมให้กับวัยรุ่นที่กำลังมีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งวัยรุ่นสมัยนี้ได้รับอิทธิพลภายนอกจากสื่อต่างๆมากมาย นอกเหนือจากแค่เพียงตำราเรียน มันก็อาจดูไม่ถูกต้องเท่าไหร่นักที่จะนำเสนอพวกเขาด้วยมาตราฐานของคนเพียงคนเดียว



คุณมีมุมมองที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในความงดงามของเกาหลี ตั้งแต่ที่คุณทำงานต่างประเทศหรือเปล่า?
คำตอบ คือผมโอบล้อมความงดงามเหล่านั้นไว้พอประมาณ แต่ผมคิดว่านั่นคือมุมมองของผม ผมคิดว่าผมมีพลังที่จะพัฒนาและอนุรักษ์วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างความแข็งแรงและระบบวัฒนธรรมของจีนและญี่ปุ่น แม้แต่แผ่นกระเบื้องบนหลังคาบ้านเกาหลีก็แตกต่างจากจีนและญี่ปุ่น จริงไหม?

<Light of Magritte>, Chromogenic Print, 178×238cm, 2009
<Changgyeong Palace>, installation by Han Sungpil, 2012

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณรับดูแลภาพลักษณ์ของ เจดีย์สามชั้นเกมอันซาจิ เมื่อคุณได้รับเชิญไปงานแสดงศิลปะ ฮาวาน่า เบียนนาเล่ ที่ประเทศคิวบา
มีหลายเหตุผลว่าทำไมผมจึงถ่ายภาพของเจดีย์สามชั้นเกมอันซาจิไว้บนหน้าอาคาร คาพิโทลิโอ ในฮาวาย คิวบา โครงสร้างสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ในคิวบาสะท้อนให้เห็น สไตล์สเปน เนื่องจากการล่าอาณานิคมของประเทศสเปน แต่คนส่วนใหญ่ของคิวบามีเชื้อสายแอฟริกัน มีการนำอ้อยมาปลูก ผมอยากจะนำภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของเอเชีย ที่รวมเอา ยุโรปและแอฟริการ่วมกัน คิวบาไม่ได้เป็นประเทศเปิดเสรีเพราะมีสัมพันธ์ที่ดี กับเกาหลีเหนือ นั่นเป็นเหตุว่าทำไมผมคิดว่าเจดีย์หินเป็นสื่อในการถ่ายทอดเรื่องราวผสมผสานระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ ปัจจุบันนี้เพลง K-POP ได้รับความนิยมในคิวบา แต่ผม ก็ยังต้องการนำเอาวัฒนธรรมเกาหลีดั้งเดิมเคียงคู่ไปกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมของสองประเทศ



สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ผมอยากได้ยินเกี่ยวกับผลงานล่าสุดและแผนงานในอนาคต
“ยอนชอนกัน ใน คยองกิโด” ฟังดูเหมือนสถานที่อันตรายเพราะโซนกึ่งทหาร อย่างไรก็ตามฉันยังสนใจในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่งดงามและมีพระธาตุในยุคหินเก่า ซึ่งเป็นตัวแทนของยุคขวานอาชูเลี่ยนซึ่งพบเพียงในยุโรปเท่านั้น ภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่ถูกทอดทิ้งซึ่งจะมีนำกลับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยผมวางแผนที่จะแสดงผลงานบริเวณนั้นในเดือนพฤษภาคม ปีหน้า

Harmonious Havana Instalaltion Processing, 33m×28m, 2015
<Harmony in Havana>, Chromogenic Print, Installaton Size 33m×28m, 2015,
Installation by Han Sungpil.