คย็องจู และ เกียวโต

สถานที่ที่เราเห็นในหนังสือเรียนมาตั้งแต่เยาว์วัย มีหน้าประวัติศาสตร์ที่ล้าสมัย ค่อนข้างเป็นอะไรที่หายากเมื่อนึกย้อนกลับไปว่า คย็องจู มีมรดกทางวัฒนธรรม ที่งดงาม ความตื่นตาในประวัติศาสตร์ และเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม เมืองคย็องจู เปรียบเสมือนกับคนที่หายใจร่วมกับธรรมชาติ จากก้าวย่างแรกสู่ คย็องจู จะสังเกตเห็นทุกมุมมีร่องรอยของอาณาจักรซิลลาที่มีอยู่อย่างยาวนานมานับพันปี ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นมีสถานที่ที่คล้ายคลึงกับเมืองหลวงเก่าอย่าง คย็องจู อยู่เหมือนกัน นั่นก็คือ เกียวโต ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางยาวนานกว่า 1,100 ปี จาก ปีค.ศ.794 เมื่อจักรพรรดิคัมมุย้ายเมืองหลวงจากเดิมเมืองนะระ เพื่อที่จะฟื้นฟูการดูแลใหม่ โดยจักรพรรดิให้ชื่อเมืองนี้ว่า เฮอังเกียว ในปี 1869 ก่อนจะเปลี่ยนอีกครั้งหลังย้ายเมืองหลวงไปโตเกียว หรือจากยุคเฮอัง ถึงยุคเมจิ มันมีประชากรเพียง 1.5 ล้านคน แต่ประวัติศาสตร์ได้ เปิดเผยว่าเกียวโตก็มีวัดอยู่ประมาณ 2,000 วัด เกียวโตได้รับการพิจารณาว่าเป็นเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรมของญี่ปุ่นดังที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สง่างามด้วยมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย เมืองทั้งสองจึงคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวแต่มันก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนมาทำสมาธิด้วยธรรมชาติที่เก็บรักษามาอย่างยาวนาน คย็องจู และ เกียวโต โอบล้อมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่มีค่าทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสถาปัตยกรรม ที่ดึงดูดผู้คนมากมายทั้งในและนอกฤดูการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ถ้าเดินออกไปข้างนอกในจุดท่องเที่ยว จะเจอกับวัด ป่า และหลายแห่งเส้นทางเดินที่เหมาะกับการปีนเขา หรือปั่นจักรยาน โดยเมืองจะมีความงดงามตลอดทั้งปี ซึ่งวิวของดอกซากุระที่บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิช่างงดงามจนแทบหยุดหายใจ ระหว่างนี้ ป่าดอกซากุระและ ทะเลสาบโบมุน เป็นฉากหลังให้กับ ปราสาท พันวอล

ของคย็องจู ดึงดูดใจให้มาชม ถนนกิออนเส้นทางแห่งปรัชญาถูกเติมแต่งด้วยตึกไม้อายุกว่าร้อยปี ลำธารสายเล็กๆก่อให้เกิดอุโมงค์ต้นซากุระยาวสุดตาในทุกฤดูใบไม้ผลิ ครั้งหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในความงดงามของฤดูใบไม้ผลิถูกบรรยายด้วยภาพที่สมบูรณ์แบบของธรรมชาติที่โอบกอดไปด้วยแรงดึงดูดของมรดกทางวัฒนธรรม และมักจะเป็นอีกสถานที่ได้รับการแนะนำสำหรับการท่องเที่ยวอยู่เสมอ ทั้ง คย็องจู เพื่อชมวัดพุลกุกซา ที่ที่สามารถสังเกตเห็นความกลมกลืนเบื้องหลังของศาสนาพุทธศิลปะ, อิทธิพลตะวันตก, วัดถ้ำซอคคูรัม และหอดูดาวช็อมซ็องแด ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของชาวซิลลา หรือ ชาวเกียวโต กับมรดกทางวัฒนธรรม 17 แห่งในโลก และ20 % ของทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น