เวลาแห่งการอาบน้ำชำระร่างกายและจิตใจ

การอาบน้ำเป็นหนึ่งในศีลชองพระพุทธศาสนาที่ผ่านมาแล้วถึง 3 จักรวรรดิ และในสมัยราชวงศ์โครยอการอาบน้ำกลายเป็นวัฒนธรรมที่นิยมแพร่หลาย กระทั่งอิทธิพลจากลัทธิขงจื้อเข้ามาในสมัยราชวงศ์โชซอนการอาบน้ำร่วมกันหรือการเผยเรือนร่างในที่สาธารณะจึงถูกยกเลิก เชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงหันมาสวมชุดอาบน้ำซึ่งถูกเรียกขานว่า “การอาบน้ำเฉพาะบางส่วนของร่างกาย” ซึ่งจุดประสงค์ไม่ใช่การทำความสะอาดแต่เป็นดูแลผิวพรรณ หรือการดูแลสุขภาพ การอาบน้ำในอ่างอาบน้ำกลายเป็นที่นิยมในบรรดาเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูง นอกจากนี้พวกเขายังเพลิดเพลินไปกับการใช้ถั่วแดงและผงแป้งถั่วเขียวในการทำความสะอาดผิวหน้า ซึ่งผงแป้งละเอียดเป็นเสมือนสครับที่ใช้ขัดผิวตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการนำเอาพืชหลากหลายชนิดมาสกัด โดยใช้ส่วนต่างๆ อาทิ ใบ ผล และรากมาใช้ เพื่อรักษาอาการป่วยหรือดูแลผิวพรรณให้แก่หญิงสาวก่อนเข้าพิธีแต่งงาน การอาบน้ำในสมัยราชวงศ์โชซอนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและเป็นที่ชื่นชอบอย่างแพร่หลายนั่นคือ “การอาบน้ำด้วยโสม” จากโสมเกาหลีสกัดและใบโสม ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มหญิงสาวระดับสูง ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มกระจ่างใส น่าสัมผัส

กล่าวกันว่า “การอาบน้ำด้วยกระเทียม” มีประสิทธิภาพมากเช่นกัน ซึ่งมีการเตรียมการง่ายๆ เพียงนำกระเป๋าผ้าฝ้าย ที่ใส่เปลือกและกระเทียมบุ เติมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย โดยการอาบน้ำแบบนี้ไม่เพียงดีต่อสุขภาพผิวเท่านั้นแต่ยังช่วยในการรักษาสิวและปกป้องผิวจากการถูกทำลายด้วยความเย็นที่มากเกินไป นอกจากนี้คนทั่วไปยังนิยมอาบน้ำด้วยพืชพรรณหรือผลไม้ตามฤดูกาลอีกด้วย อาทิ ดอกไอริชในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ลูกพีชในฤดูร้อน ส้มยูสุในฤดูหนาว “นันทัง” ที่มีส่วนผสมของกล้วยไม้หมักสามารถให้ความเพลิดเพลินได้ตลอดทั้งปีด้วยกลิ่นที่หอมรัญจวนสามารถขจัดกลิ่นคาวของผงถั่วเขียวและถั่วแดง ดั่งเช่นในวรรณกรรมโบราณกษัตริย์ของเกาหลีโปรดปรานการอาบน้ำพุร้อน อย่างที่รู้ดีว่าชาวญี่ปุ่นนิยมการอาบน้ำมากที่สุด การแช่น้ำในอ่างอาบน้ำหมายถึง “แก่นแท้ของการอบอุ่นร่างกาย” ดังนั้นพวกเขาจึงเพลิดเพลินกับการอาบน้ำร้อนแม้จะอยู่ในช่วงกลางฤดูร้อนก็ตาม ร่างกายได้รับการผ่อนคลาย บรรเทาความอ่อนล้า และเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โรงการอาบน้ำสาธารณะในประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นตั้งแต่ในยุคศตวรรษที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่คำสอนทางพระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น ในสมัยเอโดะโรงอาบน้ำสาธารณะเจริญรุ่งเรืองและกลายเป็นวัฒนธรรมสืบต่อกันมา เช่นเดียวกับเสน่ห์ของวัฒนธรรมการอาบน้ำของจักรวรรดิโรมัน โดยซีซาร์ออกุสตุสเป็นผู้ริเริ่มสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะขึ้นราว 2,000 ปีก่อน ทั้งหมดเกือบ 850 โรง ในช่วงปลายจักรวรรดิโรมัน ซึ่งโรงอาบน้ำไม่เพียงเป็นสถานที่สำหรับชำระล้างร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ที่กว้างขวาง อันประกอบไปด้วย ซาวน่า ห้องสมุด ร้านค้า รวมไปถึงสนามกีฬาอีกด้วย โรงอาบน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นในทุกๆที่ที่ชาวโรมันอาศัย ซึ่งรวมไปถึง เมืองบาธ ในประเทศอังกฤษ เมืองบาเดนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองบาเดน-บาเดนในประเทศเยอรมนี และ เมืองวิชีในประเทศฝรั่งเศส ชนชั้นสูงมักจะใช้โรงอาบน้ำเป็นสถานที่ถกเถียงเรื่องการเมือง วัฒนธรรม และเศษฐกิจ